วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ตื่นทอง!! ระวังหน่อยแล้วกันครับ จะหาว่าไม่เตือนกัน




มันชนะขึ้นไป ก็ต้องตามไปทางซื้อ
มันแพ้ลงมา ก็ต้องกระทืบซ้ำ
ความจริงของโลกทุนนิยมนั้นโหดร้าย และไม่เหลืออะไรไว้ให้โรแมนติกกันนักหรอก
..............



1.ผมเคยฟันธงไว้ว่าทองคำโลก หรือspot goldจะพีคยอดดอยแถวๆ1900$ในช่วงปี2010 เพราะมันวิ่งมาคลื่นที่5แล้ว ครับ.. พูดไปเหมือนโม้ ผมถูกเพะเลย
2.ต่อมาเมื่อมันเด้งขึ้นมาแถวๆ1800$ ผมฟันธงว่านั่นคือคลื่นbและจะฟอร์มตัวลงคลื่นC ให้ขายดีกว่าจะไม่เหลือกางเกงใน ครับ..ผมถูกอีกครั้ง

ผมฟันธงว่าเป้าลงด่านแรกๆคือ1280-1360$ ซึ่งก็คือเขต1ใน3ของfibonacci retracementนะครับ ...จากนั้นจะตกมาที่1080$

แน่นอนว่าผมถูกอีกครั้งหนึ่ง เพรา่ะก่อนสิ้นปีนี้เองมันลงมา1046$

3.ที่ยังต้องรอลุ้นก็คือที่่ผมทำนายเอาไว้เมื่อราว5ปีก่อนว่า เป้าหมายการร่วงลงคลื่นCของทองคำจะมีปลายทางบริเวณ800-880$(ซึ่งก็คือเขต2ใน3 หรือ61.80% retracement) หรือย้อนลงไปได้ลึกถึง600$ในกรณี the worst case

นี่แหละปัญหาหละครับ! เนื่องจากตอนนี้ทองคำเด้งขึ้นมาบริเวณปัจจุบันนี้ คือบริเวณ1190ถึง1200$นี่มันเป็นแนวต้านDowntrendที่มีนัยสำคัญนะครับ

กล่าวก็คือ พิจารณาได้เป็น2แนวทางดังนี้
ข้อ ก.นี่เป็นแง่ดีนะครับ กล่าวคือหากในสัปดาห์นี้ ขึ้นไปผ่านด่านนี้ขาดๆ(คือแถวๆ1190-1200$)ขาดๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าSpot Goldทำbottom outไปแล้ว และจะเปลี่ยนTrend จากที่เคยเป็นขาลงมาตั้ง5-6ปีแล้วนั้น กลับไปเป็นขาขึ้น(Uptrend) หรืออย่างน้อยๆก็ แกว่งตัวขึ้น(Side way up)...พูดง่ายๆว่าที่ผมฟันธงไว้4-5ปีมาแล้วนั้น ผิดครับ ธงหัก หน้าแหก หมอไม่รับเย็บ
ข้อ ข.แต่หากเด้งขึ้นไปไม่รอดด่านนี้(แถวๆ1200$นี่แหละ) แล้วดันลง และลงไปเรื่อยๆ แล้วไปหลุดพลั๊วะด่าน1145$ลงไป ก็คือการBreak out down รูปแบบBearish flag แสดงว่าที่ผมฟันธงเอาไว้4-5ปีก่อนนั้น ก็ยังมีให้สยองกันต่อไป ต้องไหลลงคลื่นC ตั้งแต่880-800หรือ600$กันต่อไป
ว่าไปแล้วผมนึกอยากให้ผมผิดมากกว่านะครับ เพราะทองก็ลงมาหลายปีแล้ว ลงกันจนอ้วก(คนติดทองนะครับที่อ้วก) ผมไม่อยากถูกอีกแล้ว...
แต่เรื่องพรรค์อย่างนี้ มันไม่ได้ขึ้นกับว่าผมอยาก หรือไม่อยากผิด แต่มันเป็นเรื่องของทิศทางแนวโน้มของมัน ก็ต้องLet it be
พวกเราประชาชนชาวTraderก็มีหน้าที่ต้องFollow Trendครับ
มันชนะขึ้นไป ก็ต้องตามไปทางซื้อ
มันแพ้ลงมา ก็ต้องกระทืบซ้ำ


ความจริงของโลกทุนนิยมนั้นโหดร้าย และไม่เหลืออะไรไว้ให้โรแมนติกกันนักหรอกครับ...ก็นึกเสียดายอยู่หน่อยว่า เหมือนเราเป็นคนไร้หัวใจ

...................

เรื่องเกี่ยวเนื่อง บทความครั้งก่อน:

หากคิดขายหุ้นไปช้อนทอง ฟังทางนี้ก่อน นรก อิส คัมมิ่ง รู้จักคลื่นCกันไหมครับ?!!(เปิดจดหมายน้อยถึงกูรูทองเมืองไทยเมื่อ2ปีก่อน ผมว่าทองพีคไปแล้วครับที่1927$และจะร่วงครั้งใหญ่ได้ต่อไป)


วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์:หากคิดขายหุ้นไปช้อนทอง ฟังทางนี้ก่อน นรก อิส คัมมิ่ง รู้จักคลื่นCกันไหมครับ?!!(เปิดจดหมายน้อยถึงกูรูทองเมืองไทยเมื่อ2ปีก่อน ผมว่าทองพีคไปแล้วครับที่1927$และจะร่วงครั้งใหญ่ได้ต่อไป)



โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ที่ปรึกษาการลงทุนใบอนุญาตเลขที่12888 บลป.ต้นธารคอร์ปอเรชั่น โทร.029275800 087-7174979 081-8311611 http://www.facebook.com/tontancorp 


ภาพอดีตของตลาดหุ้นไทยใครจะคิดตกจาก1800เหลือ200จุด-คลื่นCก็คือการร่วงลงลิฟต์ ไม่เปิดโอกาสให้คนที่ข้อนซื้อได้ทำกำไรเลย..ด้านบนนี้เป็นภาพของหุ้นไทยตอนปี2540ครับ หลังจากไปพีคที่่คลื่น5บริเวณ 1789 จุดแล้วก็ฟอร์มตัวในคลื่นa-bระหว่าง1200กับ1500จุดอยู่นานพอสมควร พอหลุดฐานของคลื่นaเขต1200ก็ร่วงลงในคลื่นcมาทำจุดต่ำสุด200จุด
ทองคำโลกหากผมพยากรณ์ว่าจะลงไปลึกกว่า700ใครจะไปเชื่อ?!-ทองคำหลังจากไปทำพีคคลื่น5บริเวณ1920$แล้วก็ฟอร์มตัวในคลื่นA-Bระหว่าง1500ไปถึง1800$มาระยะหนึ่ง ล่าสุดหลุดฐานคลื่นaเขต1500$ ก็จึงอาจเริ่มนับ1เข้าสู่Wave C

นี่อาจไม่ใช่เวลาช้อน แต่คือเวลาstop loss หากจะบอกว่าปลายทางของWave Cอาจลึกกว่า700$บางทีอาจทำให้คุณควรลังเลที่จะเข้าช้อนซื้อ หรือหากติดดอยไว้ก็จะได้กล้าจะตัดใจกันก็ได้นะครับ..?!

งื่อนไขที่คำพยากรณ์นี้จะถูกต้องคือ 1.ทองมีพีคคลื่น5ไปแล้วที่1927$ 2.ทำคลื่นaและbไปแล้วในกรอบ1500ถึง1800$ตลอดปีเศษที่ผ่านมา 3.ลงไปเที่ยวนี้พังด่านย่อยๆตามแนวต่างๆคือ1400 1285 1000และลงไปลึกกว่าคลื่น4เขต700แต่ไม้ลึกกว่าคลื่น2บริเวณ300$ 4.ผมต้องนับคลื่นใหญ่ๆที่ว่ามาแล้วนั้นไม่ผิดด้วย(ผมไม่มีconflict of interestใดๆกับทองคำ เจตนาในการpostนี้คือกลัวคนแห่มาช้อนเพราะนึกว่าลงมามากแล้ว กลัวจะติดกันนั่นแหละ)

*********
จดหมายฉบับนี้ผมส่งถึงบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อวงการทองคำท่านหนึ่ง(เพื่อความเหมาะสม ผมขอเรียกท่านผู้นี้ว่า"ด๊อกเตอร์โกลด์"ของเมืองไทย เมื่อวันที่24กันยายน 2554(เวลานั้นspot goldขึ้นไป1927$)ลองอ่านกันดูนะครับ

urgent call from Nat ทองๆ

-COMEX GOLDระยะกลาง ทองร่วงลงมาหลังมีภาพnegativeแบบหอคอยคู่เขต1920$ จะมีเป้าหมายการตกของเส้นแนวรับUptrend lineของWEEKLY CHART~1450-1550$โดยประมาณ อาจฟอร์มตัวเป็นคลื่นaก่อนฟื้นไปทำb

-Elliot Waveของทอง เป็นไปได้หรือไม่ว่าภาพระยะยาวอาจทำพีคไปแล้วในยอดคลื่นที่5 เพราะsentimentของMass phsycologyนั้นเกิดบรรยากาศ”ตื่นทอง”อย่างสมบูรณ์ และพร้อมจะเปลี่ยนเป็นขาลงอย่างสมบูรณ์ และเมื่อใดหลุดฐานของคลื่นA ก็เป็นไปได้ที่จะลงคลื่นC

-ตามทฤษฎี่คลื่นElliot waveหากพีคที่คลื่น5ไปแล้วลงสู่คลื่นcจะเป็นการตกหนักอย่างที่คาดไม่ถึง

-หากด๊อกเตอร์โกลด์สนใจเรื่องทฤษฎีElliot wave theoryก็ลองเสิร์ซหาอ่านในgoogleเพิ่มเติมได้ครับ และหาชื่อ"ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์,กราฟเทคนิคง่ายนิดเ้ดียว" ผมแลกเปลี่ยนมาในทางวิชาการ และโดยความรักใคร่นับถือ หากมีอะไรจะแลกเปลี่ยนก็โดยความยินดีครับ/ณัฏฐ์ 24 กันยายน 2554

(ผมรู้สึกดีขึ้นเหมือนกันที่ด๊อกเตอร์โกลด์พาคนหันมาอยู่ช็อตตั้งแต่เขต1700$เป็นต้นมาครับ แม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็นับว่าทันการณ์)

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Chart of the week:IVL




1.เป็นชาร์ตของIVLซึ่งเที่ยวล่าสุดนี่ก็ตกร่วงลงเพราะsentimentเรื่องราคาน้ำมันโลกร่วงครับ หากน้ำมันร่วงมากก็จะไปทำให้ขาดทุนปลอมๆในเรื่องสต๊อกน้ำมัน...

ซึ่งก็ปรากฎว่าลงมาเที่ยวนี้มาถึงเส้นBottom Lineพอดี(คือลากเส้นBottomในอดีตมาชนBottom ณ เที่ยวล่าสุดตัวเลขนี้อยู่แถวๆ19.00-19.50บาท โดยประมาณ )

จากประวัติแล้วแนวรับBottom Lineที่ว่านี้เคยรองรับการตกแรงๆมาแล้ว3เที่ยว จะเรียกว่าเป็นtriple bottomก็ได้ พูดง่ายๆแปลเป็นไทยคือแนวรับนี้่แข็งโป๊ก ถ้าไม่หลุดจะเด้งได้ไกล

2.ได้ไกลแค่ไหน? ก็น่าจะราวๆเป้าหมายก็30บาท++ครับ แต่มีเงื่อนไขว่าให้ขึ้นผ่านแนวต้านDownTrendย่อยเขต21.50บาทให้ได้ก่อน

3.ในเรื่องปัจจัยพื้นฐาน กิจการนี้ไปซื้อเทกโอเวอร์กิจการด้านปิโตรเคมีทั่วโลกเลยหละครับ และพักหลังๆนี้มีกิจการประเภทที่ให้มาร์จิ้นสูงเพิ่มเข้ามามากด้วย และในระยะ5ปีข้างหน้าทั้งกำลังผลิต ยอดขายจะGrowthสูงมาก

ส่่วนปัจจัยรบกวนราคาหุ้นก็มีเรื่องราคาน้ำมันที่ตกต่ำกับเศรษฐกิจเมืองจีน(มียอดขายไปเมืองจีนไม่ถึง10%นะครับ แต่ก็อย่างว่ามันเป็นเรื่องของsentimentก็ห้ามกันยาก เวลามีข่าวเมืองจีนแย่ทีไร มันก็กระแทกหุ้นตัวนี้ทุกทีไปหลัะครับ)

4.How to trade?

-เคาะfollow buy เมื่อไหร่ที่ผ่านเขต21.50แล้วไปลุ้นด่านต่างๆคือ23ถัดไป25 เป้าใหญ่ก็30-32บาทครับ ไวหน่อยก็ราวๆเดือนพฤษภาคมนี้

-แต่ถ้าผิดพลาด แพ้ลงมา หลุด19บาทลงไป แสดงว่าจะโลกาวินาศ ต้องขายstop lossครับ

5.สรุป

*ทางได้ ก็ราวๆ10บาท(บวกกับปันผลราวๆ3%)
*ทางเสียก็ราวๆ2บาท

ไปเคาะ%กันเอานะครับ

หมายเหตุ:การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และความเสียว ผู้ลงทุนพึงใช้วิจารณาญาณประกอบการตัดสินใจลงทุน ความเห็นนี้ไม่ใช่คำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหุ้น และได้บอกทางหนีทีไล่ไว้หมดแล้ว ผู้ให้ความเห็นไม่ได้มีส่วนได้เสียใดๆเพราะก็ไม่ได้มีหุ้นตัวนี้ในพอร์ต แต่ยกมาให้ดูเนื่องจากเห็นว่าต้องตามตำราทางวิชาการครั

ได้เสียระดับ100จุด(ความเดิมจากตอนที่แล้ว)



1.หลังจากสัปดาห์ก่อนผ่านแนวต้านDownTrendย่อยเขต1262-1265ขึ้นมา ผมได้ให้ความเห็นไปทางว่าน่าจะมีโอกาส(มากกว่า)ที่จะขึ้นไประดับ100จุด

สุดสัปดาห์นี้มาปิดที่1300พอดีครับ

2.โดยที่ว่าเป้าหมายขึ้นยังคงเดิมครับ คือแนวต้านDownTrendใหญ่เขต1360+/-(ตั้งแต่1,353ไปถึง1,373)

ก็แสดงว่ามีช่วงของขาขึ้นอยู่อีกราว60จุดครับ คือไปแถวนั้นก็จะมีทางแยก2ทางคือ

2.1ชนะผ่านขึ้นไปได้ หรือชนแล้วพักฐานลงมา แล้วในที่สุดสามารถผ่านด่านนี้ขึ้นไปได้ ตลาดก็จะเปลี่ยนเทร็นด์ฺครับ จากลงมาเหมาปี กลับไปเป็นเทร็นด์ขาขึ้น

2.2ไม่ผ่านด่านนี้ได้ ชนแล้วร่วง หรือพักฐานลงมาแล้วขึ้นทดสอบ แล้วก็แพ้ลงมา แสดงว่ายังเล่นขาลงต่อไป เที่ยวหน้าก็ต้องลง1,200เป็นอย่างน้อย หรือหนักๆก็1,165

3.แล้วทำไงดี?

-ก็เล่นอิงตลาดไปต่อไปครับ ถือหุ้นขนาดใหญ่ที่อิงตลาดไปรอขายแถว1350-1370โดยประมาณ น่าจะอาทิตย์หน้านี่แหละ

-แล้วก็ไปประเมินกันอีกที หลังจากนั้น

...................
ความเดิมที่ผมเขียนไว้ในสัปดาห์ก่อนครับ 

https://www.facebook.com/tontancorp/photos/a.201702346540704.54770.201699573207648/1101454179898845/?type=3&theater

Chart of the month:วิเคราะห์ฝรั่ง(ถ้าฝรั่งมีอิทธิฤทธิ์ชี้นำให้หุ้นไทยขึ้นหรือตก ทำไมไม่วิเคราะห์ฝรั่งซะเลยหละ)


1.ชาร์ตแรกคือยอดการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาต
ิในตลาดหุ้นไทยครับ เป็นภาพกว้างๆ10ปีจากปี2006มาถึง2016 ก็จะพบว่าในเวลาล่าสุดนี้ต่างชาติได้ขายสุทธิลงมาต่อเนื่องจนมาติดกรอบล่างแล้วครับ ถ้าพูดแบบนักเทคนิคหน่อยก็ต้องว่าSuperOversoldแถมด้วยBullishDivergenceในเครื่องมือRSI พูดภาษาบ้านๆคือ"ฝรั่งขายจนไม่มีอะไรจะขาย จนต้องยืมหุ้นมาขายกันแล้วมั้งครับ และท่าว่าจะหมดของมาขายแล้ว อีกซักพักอาจต้องซื้อหุ้น หรือกระทัั่งต้องCoverShortกันแล้ว"


2.ชาร์ตที่2เป็นภาพของค่าเงินบาท ตั้งแต่ปี2008มาจนถึงล่าสุดนี้ จะพบว่าเวลานี้ได้อ่อนลงมา จนกระทั่งใกล้กับแนวรับใหญ่มากเขต36.70บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเคยเป็นจุดbottomเมื่อปี2008(ซึ่งตอนปี2008นั้นเกิดHamburgerCrisisในเมกา ฝรั่งเลยเทขายหุ้นไทยหูตูบ รูดลงมา380จุด แล้วก็เอาเงินกลับบ้าน ก็สะท้อนออกมาในรูปของค่าเงินบาทอ่อนลงมาที่36.70ในปีนั้น) พอมาปีกลายฝรั่งขายเหมาปีหุ้นไทยอีกที แต่ไม่สามารถทำNewLowไปเกินกว่า36.70ได้ มาต้นปีนี้พยายามขายอีกแต่ก็ไม่สามารถทำNewLowได้อีก แถวยังทำท่าทะลุแนวต้านขึ้นไปอีก ก็น่าสงสัยว่าค่าบาทหลังจากเจอรูปแบบDoubleBottomแบบนี้ น่าจะมีแนวโน้มแข็งขึ้นในระยะเป็นเดือน หรือหลายเดือนนับจากนี้
แปลเป็นไทยคือ ฝรั่งจะหยุดขายหุ้นไทน กลับมาซื้อ หรือCoverShortก็เลยจะพลอยส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นครับ

3.ชาร์ตที่3เวลาพูดว่าค่าเงินบาทอ่อน แต่ชาร์ตมันฝืนๆความเคยชินของคน(เมื่อเทียบกับดูกราฟหุ้น)ดังนั้นผมเลยแปลงภาพชาร์ตที่2ให้เป็นหน้าตาแบบนี้ จะได้เห็นว่าเป็นการอ่อนลงมาทำDuoble bottomและกำลังจะแข็งขึ้นในระยะต่อไป
วิเคราะห์ฝรั่งเป็นดังนี้แล้ว ก็ขอความเห็นจากท่านๆว่า เห็นเป็นประการใด ผมอยากฟังอยู่ครับ

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ความเป็นอนิจจังของราคาน้ำมัน ความเป็นจริงของโลกทุนนิยม ความลับในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ


โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์
29 มกราคม 2559
.................
เรื่องน้ำมันโลกกระเตื้องขึ้นล่าสุดนี่ ผมไม่ได้แปลกใจอะไรนะครับ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับDemand & Supplyอะไรหรอก ก็พูดๆกันไปงั้น แต่ผมรู้สึกสนุกดีที่พี่เทพ(PTTEP)โชว์ป๋า ควักจ่ายปันผล ทั้งที่ขาดทุน3หมื่นล้าน...นายแน่มาก จับมือหน่อย

คือก่อนนี้ ผมได้นำเสนอไปว่างี้นะครับว่า เรื่องราคาน้ำมันโลกที่ร่วงลงจาก100กว่าเหรียญเมื่อปีกลาย(นี่เอง)ลงมาแถวๆ30เหรียญ+/-นี่ มันธรรมชาติที่ไหน!?...มันบ้าครับ พูดตรงๆ

หมายถึงถ้าเรายังมีสติปัญญาสมประกอบ เป็นRational Manเราต้องรู้ว่ามันบ้า มันอธิบายด้วยหลักเหตุผลยาก แม้จะลากตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยอุปสงค์-อุปทานเข้ามาอธิบายเป็นฉากๆ...ประทานโทษ คุณเชื่อเรื่องที่ตัวเองอธิบายเหรอครับ...ถาม?

ผมอธิบายแบบบ้านๆนี่แหละ เหมือนที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้แล้วคือ

1.น้ำมันลงมาแถว30$นี่ถือว่าเขตBottom Lineแล้วครับ ให้ดูในชาร์ตนี้หละครับ เขตแถวๆนี้มันเป็นฐานของน้ำมันโลกแล้ว และถึงจะลงไปอีกก็คือ25หรือ20$ แล้วยังไง Who care? ก็ในเมื่อมันลงมาจาก110$ แสดงว่าDownSideRiskมากๆแล้วครับ...โธ่จะลงอีก5เหรียญ 10เหรียญก็ลงไปเหอะ...หนักกว่าเธอก็เจอมาแล้ว

2.ผมเสนอไปว่าการที่น้ำมันแพงหรือถูกนั้น ไม่ใช่่เรื่องDemand vs Supplyเป็นหลักที่อ้างๆกันหรอกครับ แต่ขึ้นกับเฮดจ์ฟันด์ หรือกองทุนเก็งกำไรในนิวยอร์กที่ลากขึ้น ทุบลงหากำไร เป็นหลักครับ

ไม่งั้้นอย่างรอบก่อนตอนปี2008ต่อช่วงปี2009 ราคาน้ำมันโลกมันจะตกมาจาก147$ลงมา33$ได้ไงภายในแค่6เดือน...บ้าแล้ว หละครับ จู่ๆน้ำมันท่วมโลกขึ้นมา แล้วโรงงานร้านค้าอุตสาหกรรมก็มีปริมาณความต้องการหดวูบลง2-3เท่าตัวงั้นหละสิ...มันไม่ใช่ คุณก็รู้ ผมก็รู้ ใครมันก็รู้

แบบนี้มันคือเก็งกำไรครับ....ดังนั้น เที่ยวนี้ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ..มันไม่ใช่ว่าOPECพากันเพิ่มกำลังผลิตจนล้นโลก แล้วเมืองจีนก็ปิดโรงงานไปซะหมด รถตอนนี้ก็ใช้ไฟฟ้ากันหมดแล้วซะที่ไหน

เอ่อ..ผมหันมาดูปฏิทินก็เจอเรื่องเหมือน"บังเอิญ"อยู่เรื่องนึง คือตอนตกใหญ่ปี2008จาก147ลงมา33$นั้น ปีนั้นมีเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกานะครับ มาปีนี้2016ก็มีเลือกตั้งประธานาธิบดีเมกาเหมือนกัน

ผมก็เลยแค่สงสัยเล่นๆนี่แหละว่า พวกคงจะมาShortน้ำมันหาทุนไปรณรงค์เลือกตั้ง(เหมือนเดิม)นั่นแหละมั้ง เพราะกลุ่มทุนน้ำมัน(ซึ่งเวลานี้ไม่ใช่เจ้าของบ่อน้ำมันTEXASแล้วหละ แต่ใส่สูทผูกไทอิแทเลี่ยนโก้อยู่ในนิวยอร์ก)นี่คือสปอนเซอร์รายใหญ่ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีครับ ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่าแคมเปญเลือกตั้่งนี้ใช้่เงินยังกับกระดาษ

ดังนั้นการที่พี่เทพ โชว์ป๋าควักปันผล โดยเอากำไรสะสมมาจ่าย ทั้งที่เวลานี้ตูดขาดติดลบ3หมื่นล้าน นับว่าได้ใจผมจริงๆ...ผมว่าพี่เทพเขามองออกครับ...

แหม่...พ้นเทศกาลช็อตน้ำมันไปแล้ว เดี๋ยวพวกเฮดจ์ฟันด์มันก็กลับมาCoverShortครับ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

บทที่ 12 -ไม่อยากตกเป็นเหยื่อ อย่าหลงเชื่อนักวิเคราะห์ (ไปซะหมด)


โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์

ความต่อไปนี้ผมคัดมาจากตอนหนึ่งในหนังสือ"จิตวิทยาตลาดหุ้น:ฉีกกฎลงทุนโลกตะลึง"ที่กำลังจัดทำต้นฉบับ เตรียมเป็นหนังสือเล่มในเร็วๆนี้ เชิญอ่านครับ
..............

จากกรณีศึกษาของ โจเซฟ ลูกาเรลลิ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล พบว่า คำแนะนำของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เอียงไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าใจหาย โดยในปี ค.ศ.2000 มีคำแนะนำจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รวมทั้งสิ้น 28,000 ชิ้น ต่อหุ้นของบริษัทอเมริกันในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ผลการศึกษาพบว่ามากกว่า 90%ของคำแนะนำได้ให้นักลงทุน “ซื้อหุ้นเพิ่มให้มากที่สุด, ซื้อ, หรือถือไว้” ในขณะที่มีคำแนะนำให้ “ขาย” น้อยกว่า 1%ของคำแนะนำทั้งหมดในปีนั้น

อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้รับทราบกันดีไปแล้วก็คือ ได้เกิดภาวะฟองสบู่หุ้นด็อทคอมแตก ในปี 2000นั่นเอง นอกจากหุ้นเทคโนโลยีสื่อสารในตลาด NASDAQ จะร่วงโลกาวินาศแล้วก็ยังลุกลามไปยังหุ้นหมวดอื่น ๆ ให้ราคาลงตาม และหลายบริษัทราคาหุ้นลดลงเกินกว่าครึ่งด้วยซ้ำ

บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ NEW YORK TIME ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม ปี2000 ในเรื่องคำแนะนำของนักวิเคราะห์อ้างอิงจากบริษัทวิจัยการลงทุน ZACKS INVESTMENT RESEARCH ระบุทำนองเดียวกันว่า จากคำแนะนำ 8,000 ชิ้นนี้ออกโดยนักวิเคราะห์ครอบคลุมบริษัทต่าง ๆ ในดัชนี S&P 500 นั้นมีเพียงแค่ 29 ชิ้นเท่านั้นที่เป็นคำแนะนำให้ขายหุ้น

ย้อนหลังไปที่บทความหนึ่งของหนังสือพิมพ์ FINANCIAL WORLD ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1980 ก็ระบุว่านักวิเคราะห์แทบจะไม่เคยออกคำแนะนำให้ขายหุ้นเลยโดยจำกัดการแนะนำส่วนใหญ่ของพวกเขาไว้ในการซื้อหุ้นเท่านั้น และเป็นการยืนยันผลการสำรวจที่ FINANCIALWORLDเคยทำไว้ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ที่พบว่ามีเพียงส่วนน้อยของคำแนะนำของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท คือเพียง 1 ใน 10 ของรายงานเท่านั้นที่แนะนำให้ “ขาย”

ที่แย่กว่านั้นคือในระหว่างตลาดหมีของปี 2000 หุ้นเทคโนโลยีสื่อสารอินเตอร์เน็ตร่วงลงหนัก บรรดานักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทก็ยังคงออกคำแนะนำให้ “ซื้อ”และควรซื้ออย่างยิ่ง!... ในเดือนตุลาคมปี 2000 นั้นบริษัทโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่รายหนึ่งถึงกับลงโฆษณาเต็มหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ WALL STREET JOURNALว่า “ตอนนี้คือ 1 ใน 10 ของช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ที่จะถือหุ้น” แต่ดังที่เราทราบดี ราคาหุ้นยังร่วงต่อเนื่องอีกในปี 2001 และ 2002 ทำให้ในความเป็นจริงแล้วเป็น 1 ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เหตุการณ์ THE GREAT DEPRESSION เมื่อปี ค.ศ.1929 โดยหุ้นเทคโนโลยีสื่อสารอินเตอร์เน็ตร่วงลงไปถึง 90%หรือมากกว่านั้น
อาเธอร์ เลวิตต์ ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ NEW YORK TIME ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม ปี2000 ถึงสาเหตุที่เป็นดังนี้ว่า “การแข่งขันในธุรกิจวาณิชธนกิจมันรุนแรงมาก ดังนั้นคำแนะนำให้ขายหุ้นบริษัทที่เป็นลูกค้าจึงจะพบได้น้อยมาก”...สรุปว่าโบรกเกอร์มีผลประโยชน์ทับซ้อน (CONFLICT OF INTEREST) นั่นแหละครับ

ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต เอช.แฟรงค์ (ROBERT H. FRANK) นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย คอร์เนล เขียนถึงกรณีนี้ไว้ในหนังสือ THE ECONOMIC NATURALIST ของเขาว่า เหตุที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไม่ค่อยแนะนำให้นักลงทุนขายหุ้นแต่ลำเอียงไปในทางสนับสนุนให้ซื้อหุ้นเพิ่มทั้ง ๆ ที่ควรแนะนำขายมากกว่านั้นก็เนื่องจากว่า

1.นักวิเคราะห์มักเป็นพวกมองโลกในแง่ดี (OPTIMISM) กับภาวการณ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นในอนาคต ซึ่งนับว่าคำแนะนำของนักวิเคราะห์ยังคงแสดงความบิดเบือนอยู่

2.นักวิเคราะห์กลัวตกเป็นเหยื่อของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กับภาวะกระทิงเทียม(BULL TRAP) ของตลาดหุ้นที่เติบโตอย่างไร้เหตุผล เช่นเดียวกับที่เคยเกิดมาแล้วเมื่อปลายศตวรรษที่ 1990 ราคาหุ้นขึ้นจากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด

3.หุ้นของบริษัทที่นักวิเคราะห์ทำการวิเคราะห์วิจัยนั้น บ่อยครั้งก็พบว่า หุ้นเหล่านั้นเป็นลูกค้าของบริษัทโบรกเกอร์ที่นักวิเคราะห์สังกัดอยู่ หรือไม่ก็มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าที่ต้องให้บริการกันต่อไปในอนาคต

ผมยกตัวอย่างให้ชัดเจนนะครับ เป็นต้นว่า บริษัทโบรกเกอร์ โดยฝ่ายวาณิชธนกิจเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการนำหุ้นของบริษัทหนึ่งมาขายหุ้น IPOเพื่อเข้าตลาดเป็นหุ้นน้องใหม่ หรือในอนาคต กิจการของบริษัทนั้นมีความจำเป็นต้องใช้บริการวาณิชธนกิจอีกมากจาก โบรกเกอร์ เช่น การขายหุ้นเพิ่มทุน, การออกหุ้นกู้, การควบรวมกิจการ, การซื้อหรือขายกิจการ ซึ่งจะทำให้บริษัทโบรกเกอร์ได้ค่าธรรมเนียมสารพัด ดังนั้นบริษัทโบรกเกอร์ต่าง ๆ จึงพยายามรักษาสัมพันธภาพอันดีไว้กับบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ

ก็แน่แหละว่ารวมไปถึง การวิเคราะห์วิจัยบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นด้วย เมื่อต้องการประเมินคุณค่า และคำแนะนำ เผยแพร่ต่อนักลงทุนคนเล่นหุ้นมันจึงเป็นที่มาของคำแนะนำที่ “ลำเอียง” นั้น ดังที่ อาเธอร์ เลวิตต์ ประธานบอร์ดตลาดหุ้นสหรัฐพูดว่า “การแข่งขันในธุรกิจวาณิชธนกิจมันรุนแรงมาก ดังนั้นคำแนะนำให้ขายหุ้นที่เป็นลูกค้าจึงพบได้น้อยมาก”

4.เมื่อบริษัทโบรกเกอร์ ที่เป็นนายจ้างของนักวิเคราะห์ต้องการเอาใจบริษัทต่าง ๆ ในตลาดหุ้นด้วยการแนะนำให้ “ซื้อ” ก็มีผลต่อการตัดสินใจของนักวิเคราะห์ ให้เลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือประเมินว่านักวิเคราะห์ของบริษัทโบรกเกอร์คู่แข่งจะให้คำแนะนำไปทางใด? ก็จะออกบทวิเคราะห์ให้คำแนะนำไปในทิศทางเดียวกับนักวิเคราะห์รายอื่น ๆ เพราะรู้ดีว่า ความสนใจของบริษัทโบรกเกอร์ผู้เป็นนายจ้างของนักวิเคราะห์รายอื่น ๆ ก็เหมือนกับบริษัทโบรกเกอร์ของตัวเองต้องการให้คำแนะนำออกมาในทิศทางที่สนับสนุนให้นักลงทุน “ซื้อ”มากกว่า “ขาย”

ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในการออกคำแนะนำ เพราะความที่สวนใหญ่ก็แนะนำไปทางเดียวกันคือ “ซื้อ” หากผิดพลาดมาราคาหุ้นตก นักวิเคราะห์ก็รู้ดีว่าการตำหนิจะถูกจำกัดด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า นักวิเคราะห์ทุกรายก็ทำนายผิดเหมือนกันหมด

แต่ถ้านักวิเคราะห์รายนั้นเป็นเพียงแค่รายเดียวที่ให้คำแนะนำ “ขาย” ขณะที่รายอื่น ๆ แนะนำ”ซื้อ” และปรากฏว่าราคาหุ้นขึ้น แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้นักวิเคราะห์รายนั้นกลายเป็น “ผู้แพ้” ทันที เพราะไม่เพียงแค่แนะนำผิดเท่านั้น แต่ในอนาคตบริษัทโบรกเกอร์นายจ้างก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือจากบริษัทที่มีศักยภาพมาเป็นลูกค้าอีกต่อไป สุดท้ายนักวิเคราะห์รายนั้นก็เสี่ยงที่จะตกงานได้

ขณะที่ WILLIAM J.O’NEIL เขียนไว้ในหนังสือ HOW TO MAKE MONEY IN STOCK ชี้ว่า จุดด้อยของนักวิเคราะห์หุ้นก็คือ

1.มีประสบการณ์น้อย -หลายคนในตอนเกิดฟองสบู่ด็อทคอมแตกในปี 2000 นั้นอยู่ในธุรกิจมาไม่ถึง 10 ปี พวกเขาจึงไม่เคยเจอตลาดหมีที่เลวร้ายในปี 1987 (เกิดวิกฤตการณ์ BLACK MONDAY) หรือย้อนไปในช่วงปี 1974-1975 หรือปี 1962 มาก่อน

2.การขาดความเข้าใจในเรื่องตลาดโดยรวม -เนื่องจากบริษัทโบรกเกอร์ได้แข่งขันกันให้ฝ่ายวิเคราะห์วิจัยหลักทรัพย์แบ่งงานกันทำ โดยแยกย่อยออกไปเป็นนักวิเคราะห์รายอุตสาหกรรม เช่น นักวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร, นักวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและน้ำมัน, นักวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง, นักวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และโรงพยาบาล ฯลฯ มันทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ก็จริง แต่พวกเขาจะขาดความเข้าใจในเรื่องตลาดรวม และอะไรที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปหรือตกลงมา

“บางทีนี่อาจจะอธิบายได้ว่าทำไมนักวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทุกคนที่ปรากฏตัวในช่องทีวีเครือข่าย CNBC หลังจากเดือนกันยายนปี 2000 ถึงได้แนะนำให้ซื้อหุ้นกลุ่มไฮเทคตลอดทางขาลง จนหุ้นลงไปถึง 80-90% และอีกครั้งในปี ค.ศ.2008 ตอนเกิด HAMBURGER CRISIS นักวิเคราะห์ด้านปัจจัยพื้นฐานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน และธนาคารก็แนะนำซื้อหุ้น 2 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ในช่วงขาลงของพวกมัน เพราะว่าพวกมันดูเหมือนจะราคาถูก จากนั้นพวกเขาก็ได้เจอราคาที่ถูกกว่านั้นอีกมาก”

ดูเหมือนผมจะเขียนอธิบายไปอ้อมโลก เพื่อจะบอกว่า ในตลาดหุ้นไทยเองก็เจอปัญหาทำนองเดียวกัน นั่นคงเป็นเพราะผมเกรงใจแวดวงวิเคราะห์หุ้นเนื่องจากผมก็เป็นนักวิเคราะห์หุ้น และ เป็นสมาชิกของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (ซึ่งตอนหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนแล้ว) อยู่ด้วยนั่นแหละครับสารภาพตามตรง ผมเกรงใจมาก ตามประสาคนไทยที่ไม่อยากไปทับเส้นใครเข้า

แต่ถ้าจะให้กล่าวถึงที่สุดแล้ว ในเมืองไทยเราก็อีหรอบเดียวกับที่เกิดขึ้นในอเมริกา (และว่าไปแล้วก็เป็นกันแบบนี้ทั้งโลกนั่นแหละครับ)โดยเฉพาะเรื่องทีคนเล่นหุ้น นักลงทุน ก็มีอคติมากพอ ๆ กัน

ตำราเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (BEHAVIORAL ECONOMICS) ชี้ว่า พฤติกรรมเชิงเศรษฐกิจของมนุษย์ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และต้องทั้งตระหนักและทั้งพึงระวังให้ดีข้อหนึ่งก็คือ “เราได้ยินสิ่งที่เราต้องการได้ยิน” โดยนักจิตวิทยาบอกว่า PERCEPTION หรือ การรับรู้และเข้าใจของมนุษย์นั้น SELECTIVE กล่าวคือจะเห็น เข้าใจ รับรู้ รู้สึกกับสิ่งต่าง ๆ เฉพาะที่ตนเองเลือก

ในด้านการลงทุนก็เลยมักจะเลือกรับรู้เฉพาะบทวิเคราะห์หรือข้อมูลที่เข้ากับอคติที่ตนเองเลือกแล้วอย่างขาดเหตุผล คือพอซื้อหุ้นไว้แล้ว หรืออยากจะซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ ก็จะเลือกอ่านหรือความหาเฉพาะบทวิเคราะห์ที่แนะนำซื้อหุ้น ส่วนบทวิเคราะห์ที่เขาแนะนำให้ขายก็ไม่ยอมแตะเอาซะเลย

ดังนั้นคำแนะนำ ก็คือว่า ก่อนตัดสินใจลงทุน (ซื้อ,ถือ,ขาย) หุ้นนั้นควรตัดทิ้งอคติออกไป ทำใจให้เป็นกลาง พยายามอ่านข้อมูลบทวิเคราะห์และคำแนะนำที่รอบด้านที่สุด (เช่น การอ่านบทวิเคราะห์ CONSENSUS ของสมาคมนักวิเคราะห์ที่มีความคิดเห็นและข้อมูลที่หลากหลาย และรอบด้านมากกว่าจะพยายามอ่านหรือฟังเพื่อเลือกหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจที่ได้คิดไว้แล้วในใจ เพื่อความสบายใจของตนเอง...

พอผิดพลาดมาก็ไม่เคยคิดแก้ไขปรับปรุงทบทวน เพราะมีนักวิเคราะห์คอยเป็นกระโถนคอยรับเคราะห์แทนให้อยู่แล้ว เพื่อจะได้พึมพำโทษว่า “ไม่น่าเชื่อมันเลย”…

ไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ก็อย่าหลงเชื่อนักวิเคราะห์ (ไปซะหมด) ครับ

และถ้าไม่อยากหมดตัว ก็อย่าปล่อยให้อคติบังตา!

Chart of the day 26 มกราคม2559:ไม่ใช่ลูกเทพ ไม่ใช่ผัวเทพ เมียเทพ แต่มันคือ"พี่เทพ"


1.หน้าตาของภาพระยะยาวครับ หลังจากหลุดแนวรับรูปแบบสามเหลี่ยมแถวๆ160บาท ก็สารพัดข่าวร้ายกระทืบใส่ไม่ยั้งครับ (อยากดูชาร์ตชัดๆขึ้น คลิกที่ชาร์ตเลยครับ ภาพจะขยายเต็มจอพานอราม่าให้)

2.แต่ล่าสุดนั้นได้ตกมาถึงเขตBottom Lineแถวๆ40บาทแล้ว ก็น่าสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นbottom outแถวๆนี้ครับ 

3.น่าจะมีtechnical reboundไปเป้าหมายราวๆ75บาทในระยะต่อไป

แปลเป็นไทยคือหากติดดอยจนอ้วกมาแล้ว ก็ไม่น่าเททิ้งเทขว้างแล้วมังครับ หากอยากเล่นเอาเด้งซักยก ก็นับว่าควรค่าแก่การพิจารณา(โดยกำหนดจุดCut lossหากมาซื้อแถวๆนี้ คือหากหลุดเขตbottom lineที่40บาทลงไป)

คำเตือน:การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและมีความเสียว ผู้ลงทุนพึงศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ความเห็นข้างต้นนี้ไม่ใช่คำชี้ชวนให้ซื้อหลักทรัพย์ แต่ว่ากันตามหลักวิชา เผื่อจะได้นำไปประกอบการศึกษาค้นคว้าตำราในทางวิเคราะห์เทคนิคสืบไป
............

หมายเหตุ:สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำและลงไว้ในหนังสือคู่มือหุ้นปี59 ท่านใดซื้อเอาไว้ก็เปิดมาส่องดูนะครับ..ท่านใดอยากได้หนังสือที่ว่านี้ แจ้งความจำนงไปที่อีเมล์ tontan2008@gmail.com
 ครับ